ตาดร้อยรู

ตาดร้อยรู ตาดร้อยรูตั้งอยู่ที่บ้านตาด ต.ตลาดแร้ง อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นน้ำตกแก่งหินที่มีรูตามก้อนหินเป็นจำนวนมากตามชื่อ ถ้ามาเที่ยวถูกช่วงจังหวะเวลาที่มีปริมาณน้ำพอเหมาะพอดี เช่น ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี จะเห็นปริมาณน้ำที่ไหลเข้ารูปหินหนึ่งไปออกทางรูหินอีกก้อนหนึ่งอย่างสวยงามแปลกตา

อ่างเก็บน้ำช่อระกา

อ่างเก็บน้ำช่อระกา เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของจังหวัด อยู่ที่บ้านช่อระกา ตำบลนาฝาย อำเภอเมือง ฯ เป็นแหล่งน้ำที่ส่งผลต่อการเกษตรในพื้นที่ใกล้เคียง และเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่อยู่ใกล้ตัวจังหวัดที่สุด เป็นแหล่งน้ำที่นอกเหนือจากการเกษตร การประมงแล้ว ยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของผู้ที่ผ่านไปมาด้วยบรรยากาศที่โล่งกว้าง มีสันอ่างที่สามารถเข้าไปเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจได้ทุกเย็น ทำให้มีผู้มาเที่ยวพักผ่อนกันเสมอ ในแต่ละช่วงเดือนแต่ละปีจะมีสภาพแวดล้อมสวยงามแตกต่างกันไปตามปริมาณน้ำในจุในอ่าง

อ่างเก็บน้ำชลประทานบ้านเขว้า

อ่างเก็บน้ำชลประทานบ้านเขว้า หรือเรียกอีกชื่อว่าอ่างเก็บน้ำบาซ่าน หรือชลประทานบ้านห้วย ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านห้วย-หนองจันทิ อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ดูแลรับผิดชอบโดยสำนักชลประทานที่ 6 ดูแลรับผิดชอบการจัดสรรน้ำสำหรับการเกษตรในพื้นที่โดยรอบจำนวน 300 ไร่ ปัจจุบัน ได้มีการปรับปรุงขุดลอกให้อ่างเก็บน้ำมีความจุเพิ่มขึ้น และปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้สะอาดร่มรื่น ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ละให้ชาวบ้านจับสัตว์น้ำเพื่อดำรงชีพได้อีกด้วย

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว (ทุ่งกะมัง)

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว (ทุ่งกะมัง) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ตั้งอยู่บนเทือกเขาเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 975,000 ไร่ (1,560 กม) ในเขตพื้นที่อำเภอคอนสาร อ.ภูเขียว อ.เกษตรสมบูรณ์ และ อ.หนองบัวแดง เป็นที่ราบบนภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร เป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด 1 ใน 5 แห่งของประเทศ และเป็นผืนป่าแห่งเดียวของภาคอีสานเป็นที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารของสัตว์ป่าที่สมบูรณ์ที่สุดที่ยังเหลือให้สัตว์ป่าได้อาศัยตามธรรมชาติอย่างปลอดภัย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จัดตั้งมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 ป่าไม้จังหวัดชัยภูมิได้เสนอกรมป่าไม้ให้จัดตั้ง ป่าภูเขียวเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรืออุทยานแห่งชาติ เนื่องจากป่าภูเขียวซึ่งเป็นป่าโครงการไม้กระยาเลยภูเขียวมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2498 ยังมีสภาพป่าที่สมบูรณ์เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญและมีสัตว์ป่าชุกชุมมาก อีกทั้งมีชาวบ้านเข้าไปยิงกระซู่ได้ 2 ตัวในปี พ.ศ. 2510 และ พ.ศ. 2513 ฝ่ายจัดการสัตว์ป่า กองบำรุง กรมป่าไม้ จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจสภาพป่า สัตว์ป่า และความเหมาะสมต่าง ๆ พบว่ายังมีร่องรอยของกระซู่และสัตว์ป่าอีกหลายชนิด เช่น ช้าง กระทิง วัวแดง

เขื่อนจุฬาภรณ์

เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนจุฬาภรณ์ หรือ เขื่อนน้ำพรม ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งลุยลาย อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ปิดกั้นลำน้ำพรมบนเทือกเขาขุนพาย ลักษณะเขื่อนเป็นเขื่อนหินทิ้ง แกนเป็นดินเหนียว สันเขื่อนยาว 700 เมตร ความสูงจากฐานราก 70 เมตร เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ ใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า การชลประทาน และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด ภายในบริเวณมีบ้านพักรับรองและเรือเช่าล่องชมทิวทัศน์อ่างเก็บน้ำ ลักษณะเขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เป็นเขื่อนประเภทหินถม แกนกลางเป็นดินเหนียว บดอัดทับด้วยกรวดและหิน มีความยาวตามสันเขื่อน ๗๐๐ เมตร สันเขื่อนกว้าง ๘ เมตร ฐานกว้าง ๒๕๐ เมตร ความสูงจากฐานราก ๗๐ เมตร ความจุของอ่างเก็บน้ำ ๑๘๘ ล้านลูกบาศก์เมตร โรงไฟฟ้าตั้งอยู่ตรงเชิงเขาใกล้กับลำน้ำสุ ซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของตัวเขื่อน แล้วชักน้ำหน้าเขื่อนจากฝั่งซ้าย ของลำน้ำ โดยผ่านอุโมงค์ ซึ่งเจาะทะลุภูเขาไปหมุนเครื่องกังหันน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาอีกด้านหนึ่ง ภายในโรงไฟฟ้า ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ขนาด ๒๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ จำนวน ๒

ผาหัวนาค

จุดชมวิวผาหัวนาค “จุดชมวิวผาหัวนาค” มอหินขาว จ.ชัยภูมิ ผาหัวนาค เป็นจุดสูงสุดของมอหินขาว ที่นี่เป็นลานหินขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยชะง่อนผาตลอดแนวสันเขา มีต้นไม้ขึ้นแซมๆ บริเวณรอยแยกของแผ่นหินเป็นระยะๆ อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกประมาณ 1500 เมตร มีลักษณะเป็นลานหินขนาดใหญ่ ที่บางคนเรียกว่า “ผากล้วยไม้” เพราะลานหินแห่งนี้เป็นหน้าผาที่เต็มไปด้วยกล้วยไม้ และดอกไม้ป่าขึ้นอยู่มากมายอาทิเอื้องหมายนา เอ้องม้าวิ่ง กระดุมเงิน โดยในช่วงปลายฝนต้นหนาวระหว่าง ก.ย.-ต.ค. กล้วยไม้ที่นี่จะออกดอกบานสะพรั่งให้สีสันสดใสอยู่ดาษดื่น ผาหัวนาคเป็นส่วนหนึ่งของ มอหินขาว อุทยานแห่งชาติภูแลนคา จุดชมวิวที่สวยงาม ทั้งสูงและเสียว ชมทิวทัศน์ในความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 905 เมตร เป็นหน้าผาหินที่ยื่นออกไปเล็กน้อย พอให้ถ่ายรูปเล่นได้ ผาหัวนาคเป็นส่วนหนึ่งของมอหินขาว ใช้เส้นทางเดินทางเดียวกันกับมอหินขาวซึ่งเป็นทางราดยางตลอด ในฤดูฝนจะมีดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง และมีโอกาสได้เห็นทะเลหมอกในยามเช้า ผาหัวนาคอยู่ห่างจากมอหินขาวกลุ่มหินโขลงช้างประมาณ 4 กิโลเมตร สามารถมองเห็นวิวของเมืองที่ด้านล่างได้ ฝั่งตรงข้ามของผาหัวนาคคือเทือกเขาพังเหย บนเทือกเขาที่เป็นที่ตั้งของมอหินขาวมียอดเขาเป็นพื้นที่ลาดเอียง ฝั่งผาหัวนาคอยู่สูงกว่ามอหินขาวมาก จึงมองย้อนลงไปเส้นทางที่เรามาได้ชัดเจน จากมอหินขาวมาที่ผาหัวนาค รถใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที จึงเหมาะที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่คนมาเที่ยวจะได้ชมวิวทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกในที่เดียวกัน

มอหินขาว

ดูดาวตกที่มอหินขาว “มอหินขาว” เป็นแหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา ตั้งอยู่ที่บ้านวังคำแคน หมู่ 9 ต.ท่าหินโงม อ.เมือง เป็นกลุ่มหินทรายสีขาวขนาดใหญ่กลางทุ่งหญ้าบนเนินเขา มองเห็นได้เด่นชัดในระยะไกล ลักษณะคล้ายสโตนเฮนจ์ ของประเทศอังกฤษ มีอายุระหว่าง 175-197 ล้านปี เกิดจากการสะสมตะกอนทรายแป้งและดินเหนียวจากทางน้ำต่อมาสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง การตกตะกอนเปลี่ยนเป็นทราย ในสภาวะอากาศแบบแห้งแล้งกึ่งร้อนชื้นทับถมลงบนตะกอนทรายแป้งและดินเหนียวที่เกิดก่อนจึงแข็งตัวกลายเป็นหิน หลังจาก 65 ล้านปีที่ผ่านมา เกิดการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกจากแรงบีบด้านข้างทำให้มีการคดโค้ง แตกหัก ผุพังและการกัดเซาะทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ก่อให้เกิดลักษณะของเสาหินและแท่งหินอย่างที่เห็นในปัจจุบันซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา ต.ท่าหินโงม อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ซึ่งจะมีกลุ่มหินทรายขาวที่เกิดจากการสะสมของตะกอนทรายและดินเหนียวแข็งตัวกลายเป็นหิน ซึ่งหินยักษ์ที่ตั้งอยู่นี้มีความสูงประมาณ 12 เมตร ส่วนต้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีขนาดเท่า 22 คนโอบ หากนักท่องเที่ยวมาชมยามเช้ามืดจะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นด้วยบรรยากาศที่สวยงาม แสงเช้าที่มอหินขาว หากเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศหนาวจะเหมาะแก่การขึ้นไปท่องเที่ยวมาก แต่ไม่เพียงแค่หินยักษ์ 5 ก้อนที่มอหินขาวเท่านั้น ถัดขึ้นไปบนภูอีกไม่เกิน 1 กิโลเมตร ผ่านจุดกางเต็นท์ของนักท่องเที่ยวขึ้นไปจะเป็นหินกลุ่มที่ 2 เรียกว่า หินเจดีย์และหินโขลงช้าง ต่อด้วยหินกลุ่มที่ 3 เรียกว่าหินต้นไทร ซึ่งจะเป็นหินที่มีลักษณะตามชื่อเรียกของหินที่กล่าวมา นอกจากนี้หากขับรถผ่านหินทั้ง 3 กลุ่มนี้ขึ้นไปอีก

บึงละหาน

บึงละหาน บึงละหาน เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติมีเนื้อที่กว้างใหญ่ เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของประเทศไทย 18,181 ไร่ เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และยังมีระบบนิเวศที่ดี บึงละหานได้รับเลือกให้เข้าอยู่ในทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติของไทย ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2543 เรื่อง ทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติของประเทศไทย และมาตรการการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับนานาชาติ (Ramsar Site) ต่อสำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีของอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในการเป็นถิ่นที่อยู่ของนกน้ำ (The Convention on Wetlands of International Importance, especially as Waterfowl Habitat.) และเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 มีมติคณะรัฐมนตรี การทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2543 บึงละหานจึงยังไม่ได้อยู่ในทะเบียนรายชื่อของสำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ แต่เพื่อเป็นการอนุรักษ์แหล่งเพาะพันธ์และอนุบาลสัตว์น้ำจึงมีการกำหนดจุดอนุรักษ์จำนวน 2 จุด คือบริเวณศาลเจ้าพ่อหาญคำและบริเวณวิจัยประมงน้ำจืดจังหวัดชัยภูมิ และขอความร่วมมือชาวประมงไม่ให้จับสัตว์น้ำในบริเวณจุดอนุรักษ์ดังกล่าว บึงละหาน

ทุ่งดอกดาวเรือง

ทุ่งดอกดาวเรือง อ.ภักดีชุมพล ในพื้นที่ของตำบลแหลมทอง อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ บริเวณก่อนถึงพุทธอุทยานหินเหิบซับภูทอง จ.ชัยภูมิ มีชาวบ้านที่ยังคงทำการเกษตรแบบดั้งเดิมให้พบเห็นได้มากมาย แต่ที่สะดุดตาผู้ที่สัฐญจรผ่านไปมา โดยเฉพาะผู้ที่จะไปสักการะทำบุญที่พุทธอุทยานหินเหิบซับภูทองแล้วนั้น มักจะได้เห็นการปลูกดอกดาวเรืองเป็นทุ่งใหญ่จำนวนหลายทุ่งอย่างสวยงามอลังการ โดยเฉพาะมุมในภาพ เป็นทุ่งริมทางที่สามารถเก็บภาพทุ่งดอกดาวเรืองพร้อมด้วยวัดปราสาทดินที่อยู่ด้านหลังได้ด้วย

ป่าไม้อุทยานแห่งชาติน้ำตกตาดโตน

สายธารน้ำและป่าไม้อุทยานแห่งชาติน้ำตกตาดโตน อุทยานแห่งชาติตาดโตน เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 23 ของประเทศ ด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นลานหินกว้างใหญ่และสวยงาม มีแนวเทือกเขาที่เป็นหินปูนและหินดินดานในแนวเทือกเขาภูแลนคา ซึ่งอุดมไปด้วยป่าเต็งรังที่เป็นต้นน้ำลำห้วย เป็นน้ำตกหลายแห่งที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเสมอ อุทยานแห่งชาติตาดโตน ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงระหว่าง 200 – 945 เมตร จากระดับ น้ำทะเลปานกลาง ดังนั้น สภาพสังคมพืชจึงแตกต่างไปตามระดับความสูง พอจำแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ ป่าเต็งรัง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติตาดโตน พบป่าชนิดนี้ขึ้นกระจัดกระจาย มีเนื้อที่ประมาณ 94.93 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ร้อยละ 43.71 ของพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติ ความสูงของเรือนยอด ชั้นบนประมาณ 15 – 20 เมตร พันธุ์ไม้ที่สำคัญในชั้นนี้ ได้แก่ ยางพลวง รัง แดง ตะแบกเลือด มะกอกเกลื้อน ก่อแพะ และมะค่าแต้ ส่วนเรือนยอดในชั้นรอง มีไม้ขนาดเล็กมีความสูงประมาณ 5 – 10 เมตร พันธุ์ไม้ที่สำคัญในชั้นนี้ได้แก่